เรื่องเล่าห้องนาฏศิลป์
เรื่องเล่าห้องนาฏศิลป์ (ห้องนางรำ)
ผมเชื่อว่าหลายโรงเรียนจะมีประวัติเกี่ยวกับห้องนาฏศิลป์หรือห้องที่ใช้ซ้อมรำเวลามีงานหรือกิจกรรมต่างๆที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นมา และผมเชื่อว่าหลายๆโคนน่าจะมีเรื่องเล่าหรือประวัติที่น่าขนลุกเกี่ยวกับห้องนี้แน่นอน เพราะเรื่องที่ผมจะเล่าต่อไปนี้มันเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวผมเองซึ่งเด็กคนนั้นคือน้องสาวๆแท้ๆของผม เธอมีชื่อว่าเปิ้ลเป็นเด็กนักเรียนชั้นม.5ที่มีหน้าตาสละสวย แถมยังเป็นที่รักใคร่ในบรรดาคณะครูไม่ว่าจะเป็นการเรียน หรือกิจกรรมเธอมักจะทำออกมาดีเสมอ และผมเองก็ภูมิใจกับสิ่งที่น้องสาวผมเป็นอยู่ตอนนี้เป็นอย่างมาก
แต่แล้วความสุขนี้มันก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะทางโรงเรียนจะมีการจัดกีฬาสีเกิดขึ้นเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา และเปิ้ลก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้เป็นนางรำทำพิธีเปิดสนามร่วมกับเพื่อนๆอีก5คน เพราะเหตุนี้ทำให้เปิ้ลต้องอยู่ซ้อมทุกๆวันในช่วงเย็นหลักเลิกเรียนและทำให้กลับบ้านดึกทุกครั้ง
มีอยู่วันหนึ่งผมเลิกงานเร็วจึงเข้าไปแวะรับน้องสาวมาด้วยเลยเพราะโรงเรียนของน้องสาวเป็นทางผ่านอยู่แล้ว ระหว่างที่ผมนั่งรอน้องสาวอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีโต๊ะหินอ่อนสำหรับนั่งเล่นตรงหน้าอาคารตึกที่น้องสาวผมซ้อมอยู่ ก็มีกลุ่มนักเรียนหญิงประมาณ2-3คนที่ยังนั่งทำงานและคุยกันอยู่เสียงดังพอที่ผมจะได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดอยู่บ้าง สิ่งที่พวกเขาพูดถึงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับห้องนาฏศิลป์ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจมากเท่าไรแต่พอฟังไปสักพักมันก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมากขึ้นและสมัยผมเรียนผมก็เคยได้ยินมาบ้าง ใครๆก็ชอบบอกว่าห้องนาฏศิลป์มีผีแต่ผมก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไรและก็ทำเฉยทุกครั้งที่ได้ยินเพื่อนในห้องพูดถึง แต่วันนี้สิ่งที่กลุ่มนักเรียนหญิงพูดถึง กลับทำให้ผมตั้งใจฟังมากขึ้น เพราะหนึ่งในนั้นบอกว่าเคยมีคนเจอผู้หญิงใส่ชุดไทยรำอยู่หน้ากระจก หรือบางครั้งก็ได้ยินเสียงเล่นโดนตรีไทย เสียงร้องเพลง หลากหลายเหตุการณ์แล้วแต่คนพบเจอแต่ประเด็นที่ผมฟังแล้วรู้สึกน่ากลัวสุดๆก็คือ เคยมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเข้าไปรำในห้องนาฏศิลป์แบบท้าทายหรือหยิบอุปกรณ์ต่างๆมาเล่นโดยไม่สนใจว่าสิ่งเหล่านั้นมีครูหรือไม่ ด้วยความสนุกกับสิ่งที่ทำไปสุดท้ายทำให้ผู้หญิงคนนั้นประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แต่ที่แปลกก็คือท่าเสียชีวิตของเธอกลับมีท่าทางเหมือนคนที่กำลังตั้งท่ารำวงอยู่ ผมรู้สึกขนลุกทันทีที่ฟังจบและเป็นจังหวะเดียวที่น้องสาวผมเดินมาหาผมพอดี ทำให้ทำสลัดเรื่องนี้ได้ยินเมื่อกี้ทิ้งและผมกับน้องก็เดินไปที่รถทันที
ระหว่างทางที่ผมสองคนขับรถกลับบ้าน ผมว่าวันนี้มันแปลกๆ รู้สึกเหมือนคนจ้องมองอยู่ข้างหลังตลอดเวลา เพราะเหตุนี้ทำให้ผมเลือบไปมองกระจกมองหลัง และสิ่งที่เห็นคือมีผู้หญิงใส่ชุดไทยนั่งอยู่ข้างหลังด้วยความตกใจทำให้ผมเหยียบเบรครถกระทันหันจนเกือบเสียหลักลงข้างทาง แต่โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร และนั่นด้วยความตกใจทำให้น้องสาวผมหันมาถามผมว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น และผมเลือกที่จะโกหกไปว่าไม่มีอะไร
เวลาผ่านไปหลายวันเหตุการณ์แปลกๆก็ยังเกิดขึ้นหนักขึ้นเรื่อยๆ ตกดึกผมมักจะได้ยินเสียงคนเดินอยู่หน้าห้อง บางครั้งก็ได้ยินเสียงดนตรีไทยดังขึ้น หรือถ้าเจอหนักๆหน่อยก็คือน้องสาวผมชอบลุกขึ้นมารำตอนดึกๆ ทั้งที่เวลานั้นมันไม่ใช่เวลาที่จะซ้อมรำเลยซักนิด ผมพยายามหาคำตอบจากเรื่องนี้มาหลายวันมากว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับน้องผมหรือเปล่าแต่ก็ไร้คำตอบอยู่ดี และวันนี้เองเป็นวันที่น้องสาวของผมจะได้รำแสดงพิธีเปิดสนามแล้วแต่รู้สึกว่าวันนี้น้องสาวผมจะไม่ค่อยยิ้มเท่าไรทำให้ผมรู้สึกกังวลใจมากกลัวมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นกับน้อง ระหว่างที่ผมกำลังคิดหนักกับเรื่องนี้อยู่ เสียงกรี๊ดร้องก็ดังขึ้นทำให้ผมและครอบครัวที่นั่งรอถ่ายรูปกับน้องสาวที่แต่งตัวอยู่บนอาคารเรียน พากันลุกขึ้นแล้ววิ่งไปดูตรงที่เสียงกรี๊ดร้องดังขึ้นเมื่อกี้ ภาพตรงหน้าที่ผมเห็นทำให้ผมและครอบครัวเข่าทรุดทันที เป็นน้องสาวผมที่ตกลงมาจากชั้น3นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้า สิ่งที่เห็นมันทำให้ผมจุกจนพูดไม่ออก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่สามารถทำใจได้ วันนี้แทนที่ผมและครอบครัวได้ถ่ายภาพสวยๆกับน้องสาวกลับเปลี่ยนเป็นการถ่ายภาพขาวดำในงานศพแทน หรือว่าสิ่งที่ผมพบเจอมาทั้งหมดหลายวันที่ผ่านมาคือสัญญาณเตือนตั้งแต่แรก แต่ผมก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะมีสิ่งลี้ลับพวกนี้จะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ
หลังเสร็จงานศพน้องสาว ผมได้ไปสอบถามเพื่อนคนอื่นที่เคยซ้อมรำกับน้องว่าก่อนหน้านี้มีอะไรแปลกๆเกิดขึ้นหรือเปล่า คำตอบที่ได้ก็คือมีอยู่วันหนึ่งพวกเขาพากันหยิบเอาเครื่องประดับมาใส่เล่น ทั้งๆที่ครูก็ห้ามและกำชับทุกครั้งว่าอย่าหยิบของพวกนั้นมาเล่นมั่วๆ ทุกอย่างในห้องนี้มีครูที่นับถืออยู่ แต่ด้วยความไม่เชื่อกลุ่มน้องสาวผมพากันหยิบเอามาใส่รำเล่นกันหัวเราะอย่างสนุกสนาน แต่แล้วชฏาเล็กๆที่อยู่บนหัวน้องสาวผมกลับตกลงจากหัวและทำให้ปลายมันหักลง และด้วยความกลัวจะถูกครูดุและถูกลงโทษทำให้น้องสาวผมทำสิ่งไม่คาดคิดขึ้นมา นั่นก็คือใช้เท้าเหยียบจนแบนแล้วโยนทิ้งทางหน้าต่างด้านหลังอาคาร ก่อนจะแอบซื้อชิ้นใหม่มาวางไว้แทน ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับน้องสาวผมในครั้งนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไหม เพราะก่อนที่น้องสาวผมพลัดตกลงมาจากตึก เพื่อนน้องสาวผมคนหนึ่งบอกว่า มีคนเรียกน้องสาวผมไปถ่ายรูปตรงระเบียงคิดว่าเป็นครูหรือไม่ก็เพื่อนร่วมชั้นแต่พอหันไปอีกทีคือเห็นน้องสาวผมปืนขึ้นระเบียงแล้วพลัดลงไปพอดี พอผมได้ฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าบางครั้งสิ่งที่เรามองไม่เห็นหรือไม่เชื่อก็ไม่ควรลบลู่หรือท้าทายเล่น เพราะเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคตเราไม่สามารถมองเห็นมันได้แน่นอน ฉะนั้นสิ่งไหนที่เขาบูชาหรือห้ามเราไม่ควรล่วงเกิน ต่างคนต่างอยู่ต่างใช้ชีวิตดีกว่า ความเชื่อแต่ไม่ศรัทธามันมีอยู่จริง
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น